Wednesday, February 29, 2012

คำบูชากราบพระหลังจากสวดมนต์จบแล้ว

ยะมะหังสัมมาสัมพุทธัง, ภะคะวันตังสะระณังคะโต,
(ท่านหญิงว่า...สะระณัง คะตา)

อิมินา สักกาเรนะ, ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ,
ข้าพเจ้าบูชาบัดนี้, ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ, ซึ่งข้าพเจ้าถึง,
ว่าเป็นที่พึ่ง, กำจัดทุกข์ได้จริง, ด้วยสักการะนี้,

ยะมะหัง สวากขาตัง, ภะคะวะตา ธัมมัง สะระณัง คะโต,(ท่านหญิงว่า...สะระณัง คะตา)
อิมินา สักกาเรนะ, ตัง ธัมมังอะภิปูชะยามิ,
ข้าพเจ้าบูชาบัดนี้, ซึ่งพระธรรม, อันพระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสดีแล้ว,ซึ่งข้าพเจ้าถึง,
ว่าเป็นที่พึ่ง, กำจัดภัยได้จริง, ด้วยสักการะนี้,

ยะมะหัง สุปะฏิปันนัง, สังฆัง สะระณัง คะโต, (ท่านหญิงว่า...สะระณัง คะตา)
อิมินา สักกาเรนะ, ตังสังฆังอะภิปูชะยามิ,
ข้าพเจ้าบูชาบัดนี้, ซึ่งพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี, ซึ่งข้าพเจ้าถึง,ว่าเป็นที่พึ่ง, กำจัดโรคได้จริง,
ด้วยสักการะนี้,

ข้อที่ควรทราบในการฝึกอบรมจิต

ข้อที่ควรเว้นสำหรับผู้ฝึกอบรมสมาธิ

1. ความกังวล
2. คนที่มีจิตใจไม่มั่นคง
3. การอ่านหนังสือที่ทำให้จิตใจห่างต่อความสงบ
4. การงานหรืออาชีพที่ทำให้ใจห่างต่อความสงบ
5. ป่วยหนัก
6. ร่างกายกระวนกระวาย
7. หิวหรือกระหายมากเกินไป
8. อิ่มมากเกินไป
9. ง่วงมากเกินไป
10. สถานที่อยู่ร้อนมาก หรือ หนาวมากเกินไป
11. สถานที่อยู่มีเสียงอึกทึกมากเกินไป
12. สถานที่บำเพ็ญมีคนพูดคุยกนั
13. เกียจคร้าน
14. ไม่ตั้งใจจริง
15. ทำผิดวิธี
16. การไม่ยึดอารมณ์ปัจจุบัน
17. ความเพียรมากเกินไป
18. ใจลอย
19. การงานมากเกินไป
20. แก่มากเกินไป


หลัก 7 ประการที่จำเป็นในการเจริญอานาปานสติ

1. ต้องนั่งตัวตรง คือ อกยืด ไหล่ตรง และคอตรง

2. อย่านั่งเกร็งตัว ให้คลายเครียดทั้งร่างกายและจิตใจ โดยทำใจให้สบายและเบิกบาน เพราะการเกร็งตัวจะทำให้ปวดเมื่อย และมึนศรีษะได้ง่าย

3. จงให้สัญญาแก่ตัวเองว่า จะนั่งให้ได้ตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ จะไม่ส่งจิตออกนอกกาย หรือเลิกปฏิบัติก่อนถึงเวลาที่กำหนดไว้ โดยมีใจเด็ดเดี่ยวในการบำเพ็ญ

4. จงตั้งอธิษฐานยึดเอาคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพื่อให้เกิดความสวัสดีในการบำเพ็ญ พร้อมกับกล่าวคำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ทุกครั้งที่เริ่มบำเพ็ญ เพื่อสร้างศรัทธาให้ใจมั่นคงหนักแน่น และเกิดการคุ้มครองในขณะนั่งสมาธิ

5. อย่าบังคับลมหายใจให้สั้นหรือยาว ให้เข้าหรือออก เพราะจะทำให้มึนงงศรีษะได้ แต่ปล่อยลมหายใจไปตามธรรมชาติ โดยมีสติจับอยู่ที่ลมหายใจตลอดเวลา

6. จงตัดความกังวล หรือความห่วงใยทุกประเภทให้หมดในขณะนั่งสมาธิ เพื่อป้องกันการใจลอย

7. อย่าส่งจิตออกนอกกายไปคิดถึงเรื่องอดีต หรือเรื่องอนาคต แต่จะมีสติจับอยู่ที่ปัจจุบันคือลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เพราะปัจจุบันสำคัญมากในการฝึกจิต

วิธีอ่านภาษาบาลี

ภาษาบาลีเป็นภาษาสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นภาษาที่ใช้จารึกพระไตรปิฎกและคัมภีร์อื่นๆ ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เป็นภาษาที่มีระเบียบแบบแผนดีมากที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า”ตันติภาษา”

ในสมัยพุทธกาลในอินเดีย ภาษานี้คนทั่วไปใช้พูดกันมากโดยเฉพาะในแคว้นมคธ อันเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจมากในสมัยนั้น จึงได้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า”ภาษามคธ” พระพุทธเจ้าและพระสาวกในสมัยนั้นใช้ภาษานี้มากในการประกาศพระศาสนาเพราะคนพื้นเมืองทั่วไปนิยมพูดกัน

ภาษานี้ได้มีการศึกษากันมากในประเทศที่นับถือพระพุมธศาสนาฝ่ายเถรวาทโดยเฉพาะในหมู่พระภิกษุสามเณร เช่น ไทย พม่า ศรีลังกา และยังใช้พูดกันอยู่ในหมู่นักปราชญ์ทางภาษาบาลี คนไทยผู้นับถือพระพุทธศาสนาจึงควรทราบวิธีการอ่านภาษานี้ไว้ด้วยเพื่อใช้ในการอ่านและการสวดมนต์ให้ถูกต้อง เพราะยังใช้กันอยู่มากในวงการพระพุทธศาสนาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงปัจจุบันนี้


การอ่านหรือการสวดภาษาบาลีในประเทศไทยมี ๒ แบบ คือ

(๑) อ่านแบบไทย (แบบสังโยค)
(๒) อ่านแบบสากล(แบบมคธหรือบาลี)


การอ่านแบบสังโยค


การอ่านหรือการสวดแบบสังโยค เป็นการออกสำเนียงแบบไทยๆ ตามสำเนียงของคนไทย แต่ก็มีวิธีอ่านเหมือนกันโดยมีเครื่องหมายการอ่านที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระองค์ผู้ประสิทธิ์ประสาทความเจริญแห่งวิชาการทางพระพุทธศาสนา ได้ทรงจัดทำไว้เป็นพิเศษสำหรับการอ่านภาษาบาลีโดยเฉพาะคือเครื่องหมายนิคหิต ( ํ ) และเครื่องหมายจุด ( . ) โดยมีกฎเกณฑ์ในการอ่าน ดังนี้


ก. สระ”อะ” ไม่มีประวิสรรชนีย์ แต่ออกเสียงสระอะ กล่าวคือไม่ใช้รูปสระ อะ พยัญชนะที่เขียนโดดๆ โดยไม่มีสระใด ๆ ให้อ่านออกเสียงเสมือนหนึ่งมีสระ อะ ผสมอยู่ เช่น สปริวารานิ อ่านว่า”สะ-ปะ-ริ-วา-รา-นิ” จรติ อ่านว่า จะ-ระ-ติ มรณธมฺโมมฺหิ อ่านว่า มะ-ระ-นะ-ทัม-โมม-หิ

ข. เครื่องหมายนิคหิต เท่ากับไม้หันอากาศและ ง สะกด ( อัง)ในกรณีที่พยัญชนะตัวนั้นไม่สระอื่นๆในภาษาบาลีประกอบอยู่ เช่น อรหํ อ่านว่า”อะ-ระ-หัง” เขียนเป็นภาษาไทยว่า อะระหัง,

มรณํ อ่านว่า”มะ-ระ-นัง” เขียนเป็นภาษาไทยว่า มะระณัง

สระเสียงสั้น เช่น ก กิ กุ เมื่อใส่นิคหิตไว้ข้างบนแล้วออกเสียงเหมือนมีตัว ง สะกดหรือกรณีที่ตัวอักษรที่มีนิคหิตอยู่ด้วยนั้นมีสระอื่นๆ(อิ อุ )ผสมอยู่ด้วย ตัวนิคหิตที่อักษรนั้นก็เท่ากับตัว ง สะกดอย่างเดียว เช่น กึ อ่านว่า กิง เขียนเป็นเป็นภาษาไทยว่า กิง, อโหสึ อ่านว่า”อะ-โห-สิง” เขียนเป็นภาษาไทยว่า อะโหสิง , วิสุํ อ่านว่า”วิ-สุง” เขียนเป็นภาษาไทยว่า วิสุง

ค. เครื่องหมายพินทุ ( . )เท่าบตัวสะกดและไม้หันอากาศ ธมฺโม อ่านว่า”ทัม-โม” เขียนเป็นภาษาไทยว่า ธัมโม สงฺโฆ อ่านว่า”สัง-โค” เขียนเป็นภาษาไทยว่า สังโฆ

แต่ถาหากว่า พยัญชนะข้างหน้าตัวจุดนั้นมีสระอยู่แล้ว ตัวจุดนั้นเท่ากับตัวสะกดอย่างเดียว เช่น สิกฺขา อ่านว่า”สิก-ขา” เขียนเป็นภาษาไทยว่า สิกขา , ทุกฺขํ อ่านว่า”ทุก-ขัง” เขียนเป็นภาษาไทยว่า ทุกขัง , วิชฺชา อ่านว่า”วิด-ชา” เขียนเป็นภาษาไทยว่า”วิชชา “ ,เสยฺโย อ่านว่า”สัย-โย” เขียนเป็นภาษาไทยว่า”เสยโย” , โมกฺขํ อ่านว่า”โมก-ขัง” เขียนเป็นภาษาไทยว่า”โมกขัง” เป็นต้น

ง. ถ้าหากว่าพยัญชนะตัวสะกดเป็นอักษร ส เวลาอ่านจะมีเสียง ห กล้ำเข้ามาและอักษร ส เป็นเสียงอุสุม (คืออ่านเหมือน ส ซ้อนเข้ามาอีกตัวหนึ่ง)เช่น อายสฺมา อ่านว่า”อา-ยัด-สมา”(หม้า) เขียนเป็นภาษาไทยว่า”อายัส๎มา” ,ตสฺมึ อ่านว่า”ตัด-สมิง”(หมิ้ง) เขียนเป็นภาษาไทยว่า”ตัสมิง


การอ่านแบบมคธ

การอ่านแบบมคธ/บาลี หรือการออกเสียงแบบมคธนี้นิยมกันทั่วไปในการอ่านหรือการพูดภาษาบาลีระหว่างประเทศ แม้การเขียนบาลีด้วยอักษรโรมันก็ใช้การออกเสียงแบบนี้ คือการออกสำเนียงชาวอินเดีย โดยมีกฎเกณฑ์ในการอ่านสำเนียงมคธ ตามที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงวางไว้ดังนี้

๑. ค ออกเสียง ก กล้ำ ง = กงฺ ตรงกับ g

๒. ช ออกเสียง จ กล้ำ ย = จฺย ตรงกับ j

๓. ฆ ออกเสียง ฆ กล้ำ ห = ฆฺห ตรงกับ gh

๔. ฌ ออกเสียง ฌ กล้ำ ห = ฌฺห ตรงกับ jh

๕. ฒ ออกเสียง ฒ กล้ำ ห = ฒฺห ตรงกับ dฺh

๖. ธ ออกเสียง ธ กล้ำ ห = ธฺห ตรงกับ dh

๗. ภ ออกเสียง ภ กล้ำ ห = ภฺห ตรงกับ bh

๘. ฑ ออกเสียง ฎ ตรงกับ dฺ

๙. ท ออกเสียง ด ตรงกับ d

๑๐. พ ออกเสียง บ ตรงกับ b


นอกจากนี้ออกเสียงตรงตัวเหมือนภาษาไทยแต่ ญ ฏ ฐ ณ ออกเสียงเป็นพิเศษให้ขึ้นนาสิกหรือเพดาน

(ก) ญ= ñ (ข) ฏ= tฺ (ค) ฐ =tฺh (ฆ) ณ= nฺ


แต่เสียงที่อ่านต่างกันมากในระหว่างการอ่านสำเนียงสังโยคและสำเนียงมคธ ก็มีอักษร ๒ ตัว คือ ท ออกเสียง ด และ พ ออกเสียงเป็น บ เช่น พุทฺโธ อ่านว่า บุดโธ , สพฺเพ อ่านว่า สับเบ


ส่วนอักษรนอกจากนี้ก็ออกเสียงไม่ต่างกันมากนัก ฉะนั้น จึงขอให้ท่านผู้สนใจได้ศึกษาและสังเกตไว้ด้วย

พรหมวิหารภาวนา

พรหมวิหารภาวนา (การเจริญพรหมวิหาร)

การเจริญพรหมวิหาร คือ การแผ่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้

1. เมตตาภาวนา-การเจริญเมตตา เพื่อกำจัดความโกรธ และความพยาบาท โดยแผ่ไมตรีจิตไปยังสัตว์ทั้งหลายว่า

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ
จงเป็นผู้ไม่มีเวรแก่กันและกันเถิด

อัพยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

อะนีฆา โหนตุ
จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กาย ทุกข์ใจเถิด

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงเป็นผู้มีสุข พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

2. กรุณาภาวนา –การเจริญกรุณา เพื่อกำจัดวิหิงสา ความเบียดเบียน โดยมีความสงสาร ปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายที่มีความทุกข์เดือดร้อนได้พ้นจาดความทุกข์เดือดร้อนว่า

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น

สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ
จงพ้นจากทุกข์เถิด

3. มุทิตาภาวนา-การเจริญมุทิตา เพื่อกำจัดความริษยา โดยทำจิตให้พลอยยินดีต่อความสุขความเจริญของสัตว์ทั้งหลายว่า

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น

มา ลัทธะสัมปัตติโต วิมุจจันตุ
จงอย่าไปปราศจากสมบัติอันตนได้แล้วเถิด

4. อุเบกขาภาวนา –การเจริญอุเบกขา เพื่อกำจัดความยินดี ยินร้าย และความเศร้าโศกเสียใจในเมื่อเห็นคนอื่น สัตว์อื่น ประสบทุกข์เพราะกรรมของตน อันเราไม่อาจช่วยได้ โดยพิจารณาความที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนว่า

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้น

กัมมัสสะกา
เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน

กัมมะทายาทา
เป็นผู้รับผลของกรรม

กัมมะโยนิ
เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด

กัมมะพันธุ
เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

กัมมะปะฏิสะระณา
เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

ยัง กัมมัง กะริสสันติ
กระทำกรรมอันใดไว้

กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา
ดีหรือชั่ว

ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ
จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น


ปัญจอภิณหปัจจเวกขณะ

(ธรรมที่ควรพิจารณาเนืองๆ ๕ อย่าง)

๑. ชราธมฺโมมฺหิ มีความแก่เป็นธรรมดา

ชรํ อนตีโต ล่วงความแก่ไปไม่ได้

๒. พฺยาธิธมฺโมมฺหิ มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา

พฺยาธึ อนตีโต ล่วงความเจ็บไข้ไปไม่ได้

๓. มรณธมฺโมมุหิ เรามีความตายเป็นธรรมดา

มรณํ อนตีโต ล่วงความตายไปไม่ได้


๔. สพฺเพหิ เม ปิเยหิ เราละเว้นเป็นต่างๆ คือว่า

มนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว
พลัดพรากจากของรักของเจริญใจ

๕. กมฺมสฺสโกมุหิ เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน

กมฺมทายาโท เป็นผู้รับผลของกรรม


กมฺมโยนิ เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด


กมฺมพนฺธู เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

กมฺมปฏิสรโณ เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย


ยํ กมฺมํ กริสฺสามิ จักทำกรรมอันใดไว้


กฺลยาณํ วา ปาปกํ วา ดีหรือ ชั่ว

ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสามิ
จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น


เอวํ อมฺเหหิ อภิณฺหํ ปัจฺจเวกฺขิตพฺพํ
เราทั้งหลาย พึงพิจารณา เนืองๆ


ธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ ควรพิจารณาเนืองๆ ทุกวัน เพื่อให้ใจเกิดความคุ้นเคย จะเป็นเหตุให้รีบเร่งทำความดี ไม่มัวเมาประมาทในวัย ไม่มัวเมาประมาทในความไม่มีโรค ไม่มัวเมาประมาทในชีวิต ไม่เศร้าโศกเสียใจในเมื่อตนเองต้องพลัดพรากจากบุคคลและสิ่งของที่รักที่ชอบใจ และเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในกฏแห่งกรรม

กายคตาสติโดยย่อ

(การพิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นของไม่งาม)

การสวดบทนี้เพื่อกำจัดราคะ โดยสวด ดังนี้


อยเมว กาโย
กายอันนี้นั่นแล

อุทฺธํ ปาทตลา
เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา

อโธ เกสมตฺถกา
เบื้องต่ำแต่กระหม่อมลงไป

ตจปริยนฺโต
มีหนังหุ้มโดยรอบ

ปูโร นานปฺปการสฺส อสุจิโน
เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการ

เชคุจฺโฉ ปฏิกูโล
เป็นของน่าเกลียดปฏิกูลไม่งามทั้งสิ้น



มรณัสสติ

(การระลึกถึงความตาย)

การสวดหรือการพิจารณาไปตมบทนี้ ก็เพื่อให้เกิดความสลดใจ ไม่สะดุ้งกลัวต่อความตาย และให้รีบเร่งทำความดี โดยสวด ดังนี้

อทฺธุวํ ชีวิตํ
ความเป็นมันไม่ยั่งยืน

ธุวํ มรณํ
ความตายมันยั่งยืน

อวสฺสํ มยา มริตพฺพํ
เราจะต้องตายเป็นแท้

มรณปริโยสานํ เม ชีวิตํ
ความเป็นของเรามีความตายเป็นที่สุด

ชีวิตํ เม อนิยตํ
ความเป็นของเรามันไม่เที่ยง

มรณํ เม นิยตํ.
ความตายของเรามันเที่ยงแท้

บทสวดมนต์ตั้งแต่บทแรกจนถึงบทมรณัสสตินี้ มุ่งทำใจให้สงบ เพื่อกำจัดนิวรณ์ ๕ เป็นสำคัญ เป็นบทสวดที่ส่งเสริมเกื้อกูลการทำสมาธิ อันเป็นลักษณะของสมถะภาวนา หรือสมถกรรมฐาน


ติลักขณภาวนา
(การอบรมจิตด้วยการเจริญพระไตรลักษณ์)

บทนี้เป็นบทที่มุ่งเจริญวิปัสสนาภาวนา หรือวิปัสสนากรรมฐานโดยเฉพาะ โดยมุ่งทำจิตให้เกิดปัญญา รู้เท่าทันต่อความเป็นจริงของสังขารทั้งปวง ว่าตกอยู่ในอำนาจของพระไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน โดยสวดพร้อมกับการพิจารณาความหมายไปด้วย ดังนี้

อนิจฺจา สงฺขารา สังขารทั้งหลายมันไม่เที่ยง ตํ กุเตตฺถลพฺภา เพราะเหตุนั้น ความเที่ยงในสังขารทั้งหลายเหล่านี้ จักพึงได้แต่ไหนเล่า

เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย..รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ..ขันธ์ ๕ มันทำลายไปต่างหาก มันไม่เที่ยง ..มันเป็นทุกข์ ..ไม่ใช่ของเรา ..ไม่ใช่เรา ..ไม่ใช่ตัวตน ..ขันธ์ ๕ ต่างหาก ..ช่างมันเถิด

เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ..จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ ..อายตนะ ๖ มันเกิดขึ้น อายตนะ ๖ มันดับไปต่างหาก ..มันไม่เที่ยง ..มันเป็นทุกข์ ..ไม่ใช่ของเรา ..ไม่ใช่เรา ..ไม่ใช่ตัวใช่ตน ..อายตนะ ๖ ต่างหาก ..ช่างมันเถิด

เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ..ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ..ธาตุ ๖ มันเกิดขึ้น ธาตุ ๖ มันแตกไปต่างหาก ..มันไม่เที่ยง ..มันเป็นทุกข์ ..ไม่ใช่ของเรา ..ไม่ใช่เรา ..ไม่ใช่ตัวใช่ตน ..ธาตุ ๖ ต่างหาก ..ช่างมันเถิด

เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ..นามรูปมันเกิดขึ้น นามรูปแตกไปต่างหาก ..มันไม่เที่ยง ..มันเป็นทุกข์ ..ไม่ ใช่ของเรา ..ไม่ใช่เรา ..ไม่ใช่ตัวใช่ตน ..นามรูปต่างหาก ..ช่างมันเถิด.


อาตุรกายภาวนา
( การฝึกอบรมจิตในเมื่อร่างกายป่วยหนัก)


อาตุรกายสฺส เม สโต
เมื่อเรามีกายอาดูรกระวนกระวาย อยู่ด้วยทุกขเวทนา

จิตฺตํ อนาตุรํ ภวิสฺสติ
จิตของเราจักไม่อาดูรกระวนกระวายไปตามกาย

ภิทุรายํ กาโย กายนี้มันจักแตก
วิราคธมฺมํ วิญฺญาณํ
วิญญาณนี้มันจักดับ เป็นของไม่เที่ยงไม่ใช่ของเรา ช่างมัน

บทนี้เป็นบทที่เกี่ยวกับการเจริญวิปัสสนาอีกบทหนึ่ง โดยพิจารณาสังขารให้เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนของเรา ในเมื่อร่างกายต้องประสบกับทุกขเวทนากล้า ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันใจไม่ให้กระวนกระวายไปตามกาย



สัพพปัตติทานคาถา
(คาถาในการให้ส่วนบุญแก่สรรพสัตว์)

บทนี้ใช้เมื่อแผ่ส่วนบุญกุศลให้แก่สรรพสัตว์ หรือบทกรวดน้ำ ใช้เมื่อเสร็จสิ้นการเจริญภาวนาประจำวันแต่ละครั้ง แม้การอุทิศส่วนบุญทั่วไปก็ใช้บทนี้เช่นเดียวกัน โดยกล่าวอุทิศส่วนบุญว่า

ปุญฺญสฺสิทานิ กตสฺส
ยานญฺยานิ กตานิ เม
เตสญฺจ ภาคิโน โหนตฺ
สตฺตานนฺตาปฺปมาณกา
สัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ
จงเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าทำแล้วในกาลบัดนี้
และแห่งบุญทั้งหลายอื่นที่ข้าพเจ้าได้กระทำไว้แล้ว

เย ปิตา คุณเวนฺตา จ
มยฺหํ มาตาปิตาทโย
บุคคลเหล่าใดเป็นที่รักและเป็นผู้มีคุณ
มีมารดาบิดาของข้าพเจ้า เป็นต้นก็ดี

ทิฏฐา เม จาปฺยทิฏฐา วา
อญฺเญ มชฺฌตฺตเวริโน
หรือบุคคลอื่นๆ ทั้งที่เป็นกลางๆ ทั้งที่เป็นศัตรู
ที่ข้าพเจ้าได้พบปะและไม่ได้พบปะก็ดี

สตฺตา ติฏฐนฺติ โลกสฺมึ
เตภุมฺมา จตุโยนิกา
สัตว์ทั้งหลาย ดำรงอยู่ในโลก ซึ่งเกิดอยู่ในภูมิ(๑)ทั้ง ๓
เกิดอยู่ในกำเนิด(๒) ทั้ง ๔

ปญฺเจกจตุโวการา
สํสรนุตา ภวาภเว
สัตว์ทั้งหลายที่มีขันธ์ ๕ มีขันธ์ ๑ (คืออสัญญีพรหม)
และมีขันธ์ ๔ (คืออรูปพรหม) ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่

ญาตํ เย ปตฺติทานมฺเม
สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดรู้ว่าข้าพเจ้าได้ให้ส่วนกุศลแล้ว

อนุโมทนฺตุ เต เสยํ
ขอสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นจงอนุโมทนาเถิด

เย จิมํ นปฺปชานนฺติ
ส่วนสัตว์ทั้งหลายเหล่าใด ยังไม่ทราบถึงการให้ส่วนบุญของข้าพเจ้านี้

เทวา เตสํ นิเวทยํ(ยุยํ)
ขอเทพยดาทั้งหลาย พึงแจ้งให้แก่สัตว์เหล่านั้นทราบแล้วอนุโมทนา

มยา ทินฺนาน ปุญฺญานํ
อนุโมทนเหตุนา
เพราะเหตุ คือ การอนุโมทนา ซึ่งบุญทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้ให้แล้ว

สพฺเพ สตฺตา สทา โหนฺตุ
อเวรา สุขชีวิโน
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร ดำรงชีพอยู่เป็นสุขทุกเมื่อเถิด

เขมปฺปทญฺจ ปปฺโปนฺตุ
และจงได้บรรลุถึงทางอันพ้นภัย
เตสาสา สิชฺฌตํ สุภา
ขอความปราถนาอันดีงามของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น จงสำเร็จเถิด

บทกรวดน้ำ หรือบทอุทิศส่วนกุศลนี้ จะว่าเป็นภาษาบาลีล้วน หรือว่าเฉพาะคำแปลอย่างเดียวก็ได้ หรือจะว่าทั้ง ๒ อย่างก็ได้ และบทกรวดน้ำนี้ จะใช้บทอื่นนอกจากนี้ก็ได้ หรือจะอุทิศเป็นภาษาไทยเพียงสั้นๆ ก็ได้ว่า "ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เมื่อทราบแล้วขอจงได้อนุโมทนาในส่วนกุศลนี้ และจงพ้นจากความทุกข์ ประสบความสุข โดยทั่วกันเถิด"

เพราะฉะนั้น ผู้หวังความก้าวหน้าในการอบรมจิตของตน พึงสวดมนต์บทที่ส่งเสริมเกื้อกูลต่อการเจริญกรรมฐาน ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ พร้อมกับพิจารณาระลึกถึงความหมายไปในขณะสวดด้วย ก็จะได้รับผลแห่งการปฏิบัติภาวนาเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

การสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยโดยย่อ

หากว่าผู้ปฏิบัติภาวนาท่านใดมีเวลาน้อย ไม่ได้สวดบทอิติปิโส ก็อาจจะสวดบทย่อนี้แทน หรือต้องการจะเพิ่มศรัทธาและความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเพิ่มขึ้น ก็จงสวดบทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยโดยย่อ ซึ่งยังไม่ค่อยได้ยินสวดกันแพร่หลาย ดังนี้.-

"อโห พุทโธ อโห ธัมโม อโห สังโฆ"

อโห พุทโธ-พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา พระองค์ตรัสรู้ดี เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง เพราะพระองค์ตรัสรู้ ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์ของพระองค์ได้แล้ว ทรงสั่งสอนสัตว์ให้รู้ตามเห็นตาม ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้ด้วย

อโห ธัมโม -พระธรรมเป็นที่พึ่งของเรา ท่านทรงคุณเป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง เพราะท่านทรงคุณ คือ ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์ของสัตว์ผู้ปฏิบัติชอบ ช่วยให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นได้ คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา-มรรค-ผล-นิพพาน

อโห สังโฆ -พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของเรา ท่านปฏิบัติดี เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง เพราะท่านปฏิบัติ ทำให้บริบูรณ์ในศีล-สมาธิ-ปัญญา-บรรลุมรรคผล-ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ของตนได้แล้ว สั่งสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติตาม ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้ด้วย

บทสวดมนต์เพื่อการอบรมจิตตภาวนา

แท้จริง บทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาทุกบทล้วนแต่ส่งเสริมเกื้อกูลต่อการฝึกอบมจิตหรือต่อการปฏิบัติภาวนาทั้งสิ้น ผู้ใดสามารถสวดได้ประจำวัน โดยเฉพาะสวดก่อนนอนก็จะเป็นเครื่องบริหารจิตหรือพัฒนาจิตของตนเองได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะทรงจำคำสอนในทางพระพุทธศานาได้แล้ว ก็ย่อมก่อให้เกิดบุญกุศลทุกครั้งที่สวดด้วย ทั้งยังสามารถทำจิตให้สงบ สะอาด และเข้มแข็งขึ้นอีกด้วย แต่ในที่นี้จะนำมากล่าวเฉพาะที่จำเป็นมาก ซึ่งนักปฏิบัตินิยมใช้กันอยู่ และเกื้อกูลต่อการปฏิบัติกรรมฐานโดยตรงเท่านั้น

เริ่มต้นด้วยการจุดธูปเทียนบูชาพระ (หากมีธูปเทียนที่บูชาพระ และเวลาเพียงพอ)

คำนมัสการพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ. (กราบ)
พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ข้าพเจ้าขออภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมังนะมัสสามิ. (กราบ)
พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว , ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระธรรม (กราบ)

สุปะฏิปปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ. (กราบ)
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ (กราบ)
คำนมัสการพระพุทธคุณเบื้องต้น

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ )
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ (กราบ)

รตนัตตยาภิถุติ

(การสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย)

1. พุทธานุสสติ การระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า โดยสรรเสริญพระคุณของพระพุทธจ้า 9 ประการ ว่า

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุขโต โลกะวิทู, อนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ,สัตถา เทวะมะนุสสานัง, พุทโธ ภะคะวาติ (กราบ)

เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นผู้ไกลจากกิเลส และตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง

เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า

เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้มีความเจริญ เป็นผู้จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ดังนี้.

2. ธัมมานุสสติ
การระลึกถึงคุณพระธรรม โดยสรรเสริญพระธรรมคุณ 6 ประการ ว่า

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก, อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี ติ (กราบ)

พระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว เป็นสิ่งที่ผู้รู้พึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้

3. สังฆานุสติ
การระลึกถึงคุณพระสงฆ์ โดยสรรเสริญคุณค่าทางพระสงฆ์ 9 ประการ ว่า

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ยะทิทัง, จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐปุริสปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย,
ปาหุเนยโย, ทักขิเนยโย, อัญชะลีกะระณีโย, อนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ (กราบ)

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว

ได้แก่ บุคคลเหล่านี้คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ นั่นแหละพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านเป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ (กราบ)


การระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยนี้ จะสวดเฉพาะภาษาบาลีอย่างเดีวก็ได้ หรือจะสวดแปลเป็นไทยด้วยก็ได้ จุดประสงค์ของการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยนี้ ก็เพื่อทำใจให้เกิดความเลื่อมใสเพิ่มขึ้น ทำใจให้กล้าหาญ ไม่หดหู่ แต่ทำให้จิตใจศรัทธาหนักแน่นและเบิกบานขึ้น

การกำหนลมหายใจด้วยการนับ

หากท่านผู้ใด ฝึกสมาธิด้วยวิธีข้างต้นไม่ได้ผลดี หรือสามารถทำได้ดีแล้ว แต่ต้องการจะหาวิธีใหม่บ้าง ก็ลองหันมากำหนดลมหายใจด้วยการนับ ก็อาจจะได้ผลดี หรือได้ผลเพิ่มขึ้น เพราะอุปนิสัยของแต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน
การกำหนดลมหายใจด้วยการนับนี้ เรียกว่า คณราการนับ โดยส่งใจไปกำหนดนับอยู่ที่ปลายจมูกแห่งเดียว หายใจเข้าก็ให้รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็ให้รู้ว่าหายใจออก คณนามีอยู่2 วิธี คือ

1. การนับอย่างช้า
2. การนับอย่างเร็ว

การนับอย่างช้า คือ เมื่อผู้ฝึกได้เตรียมการเบื้องต้นต่างงเรียบร้อยแล้ว และเข้านั่งประจำที่ในการฝึกพร้อมแล้ว ก็ให้เริ่มนับ (นับแต่เพียงในใจ) โดยนับเป็นคู่ๆดังนี้

รอบที่หนึ่ง
หายใจเข้า นับว่า หนึ่ง ออก นับวา หนึ่ง
หายใจเข้า นับว่า สอง ออก นับวา สอง
หายใจเข้า นับว่า สาม ออก นับวา สาม
หายใจเข้า นับว่า สี่ ออก นับว่า สี่
หายใจเข้า นับว่า ห้า ออก นับว่า ห้า
แล้วเริ่มนับถอยมาจาก ห้า-ห้า จนถึง หนึ่ง-หนึ่ง ใหม่ ดังนี้
หายใจเข้า นับว่า ห้า ออก นับว่า ห้า
หายใจเข้า นับว่า สี่ ออก นับว่า สี่
หายใจเข้า นับว่า สาม ออก นับวา สาม
หายใจเข้า นับว่า สอง ออก นับวา สอง
หายใจเข้า นับว่า หนึ่ง ออก นับวา หนึ่ง

รอบที่สอง เริ่มนับจาก หนึ่ง-หนึ่งไปจนถึงหก-หก แล้วย้อนกลับมาใหม่ โดยนับจาก หก-หก ไปจนถึง หนึ่ง –หนึ่งอีก

รอบที่สาม เริ่มนับจาก หนึ่ง-หนึ่งไปจนถึงเจ็ด-เจ็ด แล้วย้อนกลับมาใหม่ โดยนับจากเจ็ด-เจ็ด ไปจนถึง หนึ่ง –หนึ่งอีก

รอบที่สี่ เริ่มนับจาก หนึ่ง-หนึ่งไปจนถึงแปด-แปดแล้วย้อนกลับมาใหม่ โดยนับจากแปด-แปด ไปจนถึง หนึ่ง –หนึ่งอีก

รอบที่ห้า เริ่มนับจาก หนึ่ง-หนึ่งไปจนถึงเก้า-เก้า แล้วย้อนกลับมาใหม่ โดยนับจากเก้า-เก้า ไปจนถึง หนึ่ง –หนึ่งอีก

อนึ่ง ในการนับนี้ มีกฏอยู่ว่า ไม่ควรนับให้ต่ำกว่า 5 ไม่ควรนับให้เกินกว่า 10 และไม่ควรนับให้ข้ามลำดับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าถ้านับต่ำกว่า5ใจจะกระวนกระวายอยู่ในวงที่แคบเหมือนฝูงโคที่แออัดอยู่ในคอกที่คับแคบ ถ้านับเกินกว่า10ใจก็จะมุ่งแต่การนับมากกว่าการกำหนดลมหายใจ และถ้านับข้ามลำดับ ใจก็จะคิดกังวลไปว่ากรรมฐานถึงที่สุดแล้วหรือยังไม่ถึงซึ่งจะทำให้ใจฟุ้งซ่านได้ ฉะนั้นผู้ปฏิบัติควรจะเว้นข้อห้ามดังกล่าวเสีย

การฝึกจิตด้วยการนับนี้ เป็นการฝึกจิตให้สงบด้วยวิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีฝึกจิตที่ได้ผลอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา ขอแนะนำว่า การฝึกสมาธิที่จะได้ผลดีนั้น จะต้องมีอาจารย์เป็นผู้คอยแนะนำควบคุม เพราะการฝึกโดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา หรือโดยไม่มีอาจารย์ควบคุมแนะนำนั้น อาจจะได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผลเลย หรืออาจจะเกิดผลเสียก็ได้ ฉะนั้น อาจารย์ผู้สอนจึงมีความสำคัญมาก สำหรับผู้ฝึกสมาธิ และการฝึกนั้นก็ต้องค่อยทำค่อยไป อย่าฝึกด้วยความหักโหม และควรฝึกเป็นประจำทุกวันเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย จึงจะได้ผลดี

คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ต้องพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติ จึงจะเข้าใจได้ซาบซึ้ง ไม่ใช่เพียงแต่การคิดเอา ถ้าปฏิบัติได้ถูกต้องแล้ว พระธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ก็ย่อมจะรักษาผู้ประพฤติธรรมให้มีความสุขความเจริญได้อย่างแน่นอน

กรรมฐาน

การฝึกจิตในพระพุทธศานาเรียกว่า จิตตภาวนา-การอบมจิต หรือเรียกอีกย่างหนึ่งว่า กรรมฐาน คือ งานที่ทำใจให้สูงขึ้นให้ประเสริฐขึ้น ไม่ปล่อยให้ใจว่างงาน เพราะถ้าปล่อยให้ใจว่างงานก็จะก่อให้เกิดความยุ่งมากมาย เป็นทาสของกิเลสที่กลุ้มรุมใจ จึงควรฝึกจิตไม่ให้ว่างงาน ด้วยการให้จิตอยู่ในกรรมฐาน

กรรมฐานในพระพุทธศานามี 2 ชนิด คือ

1. สมถกรรมฐาน คือ การทำใจให้สงบจากกิเลสประเภทนิวรณ์ที่กลุ้มรุมใจได้แก่ การทำสมาธินั่นเอง
2. วิปัสสนากรรมฐาน คือ การฝึกจิตให้รู้แจงเห็นจริงจนทำลายกิเลสได้ และวิปัสสนากรรมฐานนี้มีเฉพาะในพระพุทธศานาเท่านั้น

อานาปานัสสติสมาธิ

ในที่นี้ จะแสดงวิธีฝึกจิตประเภทแรก คือ การทำสมาธิโดยใช้หลักสมถกรรมฐาน วิธีทำสมาธิในพระพุทธศานามีถึง40วิธี ทั้งนี้ก็เพื่อให้เหมาะกับอุปนิสัยของแต่ละคน เหมือนยาที่มีหลายขนานก็เพื่อให้เหมาะกับโรคของคนไข้แต่ละคนฉะนั้น แต่ในที่นี้จะได้อธิบายถึงการฝึกจิต โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออก ที่เรียกกันว่า อานาปานัสสติภาวนา หรือ อานาปานัสสติสมาธิ อันเป็นวิธีฝึกจิตอย่างหนึ่ง ในจำนวนหลักการฝึกสมาธิ40 วิธี ในพระพุทธศานา เพราะการฝึกจิตด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษาและคนทั่วไปมาก ทั้งเป็นกรรมฐานที่ทำด้วยกันทุกคน และทำไม่ยากด้วย เพราะทุกคนมีลมหายใจอยู่แล้ว และในประเทศไทย เราก็นิยมฝึกจิตด้วยอานาปานัสสติมากที่สุด

วิธีฝึก

ในที่นี้จะนำวิธีฝึกอานาปานัสสติ มากล่าวไว้แต่โดยย่อเพื่อนเป็นแนวทางสำหรับท่านผู้สนใจจะได้นำไปใช้ได้โดยสะดวก

ขั้นเตรียมก่อนการลงมือปฏฺบัติ

ผู้ฝึกจิตตามหลักพระพุทธศานา ในเบื้องต้นจะต้องทำสิ่งดังต่อไปนี้

1. สมาทานศีล การสมาทานศีลนี้ อย่างน้อยให้สมาทานศีล5 โดยการขอรับศีลจากภิกษุสามเณรก็ได้ หรือตั้งวิรัติ คือ งดเว้นเอาด้วยตนเองก็ได้ ถ้าหากข้อใดขาดก็อธิษฐานงดเว้นเองเองใหม่ ก็เป็นผู้มีศีลขึ้นตามเดิม เพราะศีลนี้เป็นรากฐานสำคัญมากในการทำสมาธิ

2. ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย คือให้ประณมมือขึ้นแล้วตั้งจิตน้อมระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรม และพระสงฆ์ยึดถือเป็นที่พึ่งระลึก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและสร้างความผ่องใสให้แก่ใจ

3. แผ่เมตตา คือ แผ่ความปรารถนาดีไปยังมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงปราศาจากทุกข์และเป็นสุขโดยทั่วกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ปลอดภัยจากศัตรู และจากการพยาบาทจองเวร

4. ตัดกังวล คือ เมื่อเริ่มจะทำสมาธินั้น ให้ตัดความกังวลต่างๆออกเสีย เช่นกังวลเรื่องงาน การเรียน ญาติ พี่น้อง และอื่นๆ ให้ออกไปจากใจเสียชั่วคราวในเวลาที่เราทำสมาธิ ไม่คิดถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมาแล้ว ไม่คิดถึงเรื่องอนาคตที่ยังไม่มาถึง แต่ให้คิดถึงปัจจุบัน คือ อารมณ์ของกรรมฐานเท่านั้น ซึ่งในที่นี้ คือ ลมหายใจเข้า –ออก จะกำหนดนั่งสักกี่นาที เช่น 10นาที 15 นาที หรือ 30นาที ก็ขอให้ตัดความกังวลต่างๆออก ไปตมกหนดเวลานั้น โดยตั้งจิตอธิษฐานว่าจะคิดถึงแต่อารมณ์ในปัจจุบัน คือ ลมหายใจเข้า-ออก เท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ใจลอย ไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในขณะทำสมาธิ

5. กำหนดเวลาในการฝึก เวลาในการฝึกสมาธิที่ดีที่สุดก็คือเวลาก่อนนอน หลังจากไหว้พระสวดมนต์แล้ว หรือเวลาตื่นนอน โดยใช้เวงลาในการทำสมาธิแต่ละครั้ง 20-30 นาที ถ้าทำได้วันละ2ครั้ง ก็จะดีมาก แต่ถ้าทำในห้องเรียนหรือในห้องฝึกสมาธิ สหรับนักเรียนแล้ว ควรใช้เวลาอย่างน้อย 10- 15 นาที ในการฝึกแต่ละครั้ง

ขั้นลงมือฝึก

ก. การนั่ง

การนั่งทำสมาธินั้น จะนั่งบนพื้นหรือบนเก้าอี้ก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกกับสถานที่นั้นๆหรือความถนัดของแต่ละคน แต่สำหรับนักเรียนที่ฝึกในห้องเรียนก็ควรนั่งเก้าอี้ เพราะห้องเรียนอำนวยและการนั่งเก้าอี้ก็สะดวกกว่าการนั่งกับพื้นสำหรับผู้ฝึกใหม่ แต่อย่าพิงพนักเก้าอี้เพราะจะง่วงได้ง่าย

ถ้านั่งกับพื้น ผู้ชายนั่งขัดสมาธิ ผู้หญิงนั่งพับเพียบก็ได้หรือจะนั่งขัดสมาธิก็ได้ตามแต่ถนัด โดยให้นั่งเหมือนพระพุทธรูปปางสมาธิ คือ นั่งเอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย นั่งตัวตรง เพื่อให้ลมหายใจเดินสะดวก กำหนดสติไว้ให้มั่นคง เพราะสติจำเป็นอย่างที่สุดในการทำสมาธิ ควบคุมใจไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในภายนอก พร้อมกับมีคำบริกรรมกำกับเพื่อให้ใจมีเครื่องยึด อภาวนาว่า พุท เมื่อหายใจเขา และภาวนาว่าโธ เมื่อหายใจออก

การนั่ง ควรนั่งหลับตา เมื่อกันไม่ให้จิตฟุ้งซ่านออกไปทางตา แต่ถ้าผู้ใดนั่งหลับตา มักจะง่วง ก็จะให้นั่งลืมตามองเฉพาะที่ปลายจมูกของตน จนไม่เห็นสิ่งอื่น จะเห็นหรือไม่เห็นอะไรก็ตาม ขอให้จ้องมองเท่านั้น พอชินเข้าจะได้ผลดีกว่าหลับตา ทำไปเรื่อยๆจนตาหลับไปเอง

ข. กำหนดลมหายใจ

การกำหนดลมหายใจนั้น ให้ทำตามลำดับขั้น ดังนี้

1. ขั้นวิ่งตามลม คือ เมื่อเริ่มกำหนดลมหายใจ ก็สูดลมหายใจเข้าให้แรงจนเต็มปอดประมาณ 3 ครั้ง เพื่อจะกำหนดการเข้า-ออกได้สะดวก ต่อจากนั้นก็ปล่อยลมหายใจเข้า-ออกตามสบาย อย่าบังคับลมหายใจ ปล่อยให้เข้าออกตามธรรมาชาติ ทำใจให้สบาย เข้าก็หู้ว่าเข้า ออกก็ให้รู้ว่าออก ยาวก็ให้รู้ยว สั้นก็ให้รู้ว่าสั้น ดึงไปดึงมาเหมือนคนเลื่อยไม้ อย่าเกร็งตัว หายใจเข้าพร้อมกับภาวนาว่า “พุท” หายใจออกพร้อมกับภาวนาว่า “โธ” โดยส่งใจกำหนดวิ่งตามลมไปยังจุดกำหนดทั้ง 3จุด คือ ปลายจมูก 1 ท่ามกลางอก 1 ที่ท้อง 1

ปลายจมูก เป็นต้นลมของลมหายใจเข้า กลางอกเป็นท่ามกลาง ท้องเป็นที่สุดของลม และเมื่อลมออก ท้องเป็นต้นของลมหายใจออก กลางอกเป็นท่ามกลาง ปลายจมูกเป็นที่สุดของลมหายใจออก หรือจะกำหนดเพียง2จุดก็ได้ คือปลายจมูกกับที่ท้อง และติดตามลมไปจนสุดปลายทั้ง 2คอยระวังใจ (สติ) ให้จับอยู่ที่ลมหายใจเท่านั้น ให้เหมือนคนไกวเปลเฝ้าดูเด็ก ต้องคอยจ้องตาเปลที่แกว่งไปสุดข้างทั้ง2แต่ละข้าง เพื่อนคอยดูไม่ให้เด็กดิ้นหลุดตกลงมาจากเปล และเพื่อให้หลับในที่สุด ผู้ฝึกจิตก็เช่นเดียวกัน ต้องคอยควบคุมจิตใจไม่ให้ดิ้นไปข้างนอก และคอยควบคุมให้มันสงบลงในที่สุดด้วย โดยใช้เปลคือลมหายใจเป็นเครื่องกล่อม
เมื่อสามารถตามลมได้ตลอดเวลา จนจิตไม่ฟุ้งซ่านไปภายนอกแล้วก็ให้เปลี่ยนมากำหนดจิตไว้เฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง ในจุดทั้ง3 คือ ที่ปลายจมูก ท่ามกลางอก และที่ท้อง ตมที่จะกำหนดได้ถนัด ไม่ต้องวิ่งตามลมเหมือนขั้นแรก แต่ที่นิยมกันส่วนมาก ให้กำหนดอยู่เฉพาะที่ปลายจมูก อันเป็นทางเข้า-ออกของลม ซึ่งง่ายกว่าการกำหนดที่จุดอื่น คือคอยจับอยู่เฉพาะที่ปลายจมูกเท่านั้น เหมือนกับนายโคบาล (คนเลี้ยงวัว) ที่ฉลาด เมื่อปล่อยวัวออกจากคอกแต่เช้าแล้ว ก็ไม่ต้องตามหลังมันอยู่ตลอดเวลา แต่ไปนั่งรออยูที่ท่าน้ำหรือแหล่งน้ำที่วัวจะต้องลงไปกินในเวลาเย็นทุกวัน แล้วก็จับต้อนเข้าคอกได้สะดวก ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเยเวลาที่ต้องคอยตามหลังวัวอยู่ตลอดเวลา ผู้ฝึกจิตก็เช่นเดียวกัน กำหนดอยู่ที่ปลายจมูกไม่ไปไหน คอยจับอยู่ที่จมูกเพียงแห่งเดียว เพราะเมื่อลมหายใจเข้าแล้วก็ต้องออกทางนี้แน่นอน ทำอยู่อย่างงี้เรื่อยไป หรือผู้ใดเห็นว่าในขั้นตามลมนั้นชำนาญแล้วก็ข้ามมาขั้นสองนี้เลย

เมื่อจิตกำหนดอยู่เฉพาะปลายจมูก ไม่ฟุ้งซ่านไปข้างนอกแล้ว ชื่อว่าสำเร็จในขั้นที่สอง ขั้นวิ่งตามลมในขั้นที่หนึ่งนั้นลมหายใจยังหยาบอยู่ แต่ในขั้นที่สองนี้ ลมหายใจจะละเอียดมาก จนบางครั้งไม่รู้ว่ามีลมกระทบส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเลย เหมือนกับไม่มีลมหายใจ อันแสดงว่าจิตเริ่มสงบมากแล้ว แต่ต้องพยายามกำหนดในขณะหายใจเข้า-ออกให้ได้ตลอดเวลา ก็จะเพิ่มความสงบสุขและพลังให้แก่จิตได้มากทีเดียว

ถ้าทำได้ถึงขั้นนี้ก็นับได้ว่าสมาธิดีพอสมควร ส่วนขั้นสูงไปกว่านี้ ผู้สนใจจะศึกษาได้จากอาจารย์กรรมฐานหรือหนังสือกรรมฐานทั่วไป

ประโยชน์ของการฝึกจิต

การฝึกจิตนั้น มีคุณค่าต่อชีวิตมาก เพราะทำตนให้เป็นผู้ประเสริฐขึ้น ดังนั้น ผู้ที่ฝึกจิตได้ถูกต้อง แม้เพียงขั้นสมาธิ ก็ย่อมำได้รับประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้

1. ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาก็ย่อมได้ผลเรียนดีมากขึ้น ได้คะแนนสูงขึ้น เพราะมีจิตใจสงบ จึงทำให้มีความจำแม่นยำและดีขึ้นกว่าแต่ก่อน
2. ทำสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น ไม่ค่อยผิดพลาด เพราะมีสติสมบูรณ์ขึ้น
3. สามารถทำงานได้มากขึ้นและได้ผลดีอย่างมีประสิทธิภาพ
4. ทำให้โรคภัยไข้เจ็บบางอย่างหายไป
5. ทำให้เป็นคนมีอารมณ์เยือกเย็น มีความสุขใจได้มาก มีผิวพรรณผ่องใส มีจิตใจเบิกบาน และมีอายุยืน
6. ทำให้อยู่ในสังคมอย่างปกติสุข เช่น ถ้าอยู่ในโรงเรียน ก็ทำให้เพื่อนๆและครูพลอยได้รับความสุข ถ้าอยู่ในที่ทำงาน ก็ทำให้เพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา หรือผู้ใต้บังคับบัญชาพลอยได้รับความสุขไปด้วย เป็นต้น
7. สามารถเผชิญต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้อย่างใจเย็น รวมทั้งสามารถแก้ไขความยุ่งยาก และความเดือดร้อนวุ่นวายในชีวิตได้อย่างถูกต้อง
8. สามารถกำจัดนิวรณ์ที่รบกวนจิตลงได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้เบาบางลงได้
9. ถ้าทำได้ถึงขั้นสูงก็ย่อมได้รับความสุขอันเลิศยิ่ง และอาจสามารถได้อำนาจจิตที่พิเศษ เช่น รู้ใจคนอื่น เป็นต้น
10. ทำให้เป็นพื้นฐานโดยตรงในการเจริญวิปัสสนา


ความสุขสองอย่าง

ทุกคนที่เกิดมาล้วนรักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น และความสุขที่มนุษย์ต้องการนั้นมีด้วยกันสอง อย่าง
1. ความสุขทางกาย
2. ความสุขทางใจ

ความสุขทั้งสองอย่างนี้ต้องอาศัยกันและกัน คือ ถ้ากายเป็นสุขและก็จะทำให้ใจเป็นสุขด้วย หรือถ้าใจเป็นสุขและก็จะทำให้กายเป็นสุขด้วย เช่นเดียวกับเรื่องความทุกข์ เพราะกายกับจิตมีความเกี่ยวเนื่องกัน แม้พระพุทธศานาจะยอมรับความสุขทั้ง2อย่างนี้ แต่ก็ยกย่องจิตว่าประเสริฐกว่ากาย เพราะกายนั้น (รวมทั้งสมอง) เป็นผู้ปฏฺบัติตามคำสั่งของจิต จิตเป็นผู้นำ และยกย่องความสุขทางใจดีกว่าความสุขทุกชนิด ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความสุขอย่างอื่นที่จะนิ่งไปกว่าความสงบไม่มี” และความสุขที่แท้จริงนั้น เราไม่อาจจะหาได้จากทรัพย์สินสมบัติ จากอำนาจ จากกามสุข หรือแม้จากเกียรติยศชื่อเสียง ดังเราจะเห็นได้ว่า มีคนที่ร่ำรวย มีชื่อเสียง และมีตำแหน่งฐานะดีเป็นจำนวนมาก ที่ไม่อาจมีความสุขได้จากสิ่งที่ตนมี เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่บ่อเกิดแห่งความสุขที่แท้จริง ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์จากสิ่งที่ตนมีเสียอีก แต่ความสุขที่แท้จริงนั้นจะหาได้จากจิตใจอันอยู่ในตัวเรานี้เอง และคนที่จะได้รับความสุขชนิดนี้นั้น ก็จะต้องฝึกจิตของตนตามหลักพระพุทธศานาที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและพิสูจน์มาแล้ว

วิธีบำเพ็ญสมาธิเบื้องต้น

นักเรียนหรือนักศึกษาผู้มีสุขภาพจิตดี ย่อมเรียนหนังสือได้ดี สามารถทำงานได้มาก และได้ผลดีอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งสามารถเข้ากับเพื่อนๆและช่วยเหลือสังคมได้ดี เพราะผู้มีสุขภาพจิตสูง ย่อมมีความสุขและความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่าผู้ที่มีสุขภาพจิตเสื่อมและอ่อนแอ เช่นเดียวกับผู้มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ย่อมจะมีความสุขและความก้าวหน้าในชีวิตมากกว่าคนที่มีร่างกายอ่อนแอและเป็นโรค

อันร่างกายจะแข็งแรงมีสุขภาพที่ดีได้ ก็เพราะเจ้าของออกกำลังกาย รู้จักรักษาสุขภาพ เช่น รู้จักบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ พักผ่อนให้เพียงพอ และได้อากาศบริสุทธิ์ ข้อนี้ฉันใด จิตใจของมนุษย์เราจะมีสุขภาพสมบูรณ์ได้ ก็เพราะเจ้าของได้ฝึกอบรมด้วยวิธีอันถูกต้อง ฉันนั้นเหมือนกัน และเป็นความจริงที่ว่าบางคนแม้จะมีร่างกายแข็งแรง แต่มีจิตใจอ่อนแอ เช่น ขี้โกรธ ขี้กลัว ตกใจง่าย หรือเป็นโรคประสาท เป็นต้น ก็ไม่อาจจะพบความสุขที่สมบูรณ์ได้ แม้เขาจะมีเงินทองทรัพย์สมบัติมาก และมีเกียรติยศชื่อเสียงก็ตาม
ฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงมีวิธีฝึกจิต เพราะจิตที่ฝึกได้ดีแล้ว ย่อมมีคุณภาพสูง ทั้งก่อให้เกิดความสงบสุขแก่เจ้าของและสังคมโดยส่วนรวมได้

ความสนใจการฝึกจิตของชาวโลกปัจจุบัน

ในปัจจุบัน วิทยาการสมัยใหม่ ได้เจริญก้าวหน้าล้ำความเจริญด้านจิตใจไปเป็นอันมาก ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่ความเจริญด้านจิตใจของคนเราเหนือความเจริญทางด้านวัตถุ จิตใจของคนในปัจจุบันนี้ จึงเกิดการพิการมากขึ้น เช่น เกิดโรคจิต โรคประสาทเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆของโลก เกิดสังคมพิการขึ้นทั่วไปและเกิดปัญหาสลับซับซ้อนมากขึ้นในสังคม เช่น ปัญหายาเสพติดให้โทษ ปัญหาครอบครัว และปัญหาเศรษฐกิจ เป็นต้น ฉะนั้น มนุษย์เราจึงหาทางออกโดยการหันมาสนใจความเจริญด้านจิตใจ กล่างคือ การฝึกจิตตามหลักศาสนา โดยเฉพาะการฝึกจิตตามหลักพระพุทธศาสนาที่เรียกกันว่า การทำสมาธิ หรือ การทำกรรมฐานนั้น มีผู้หันมาสนใจกันมากเป็นพิเศษทั่วโลก ชาวต่างประเทศที่หันมาสนใจพระพุทธศานานั้น เขาจะสนใจ การฝึกกรรมฐานเป็นพิเศษ ถึงกับมีสำนักฝึกกรรมฐานขึ้นทั่วถึงแห่งที่มีพระพุทธศาสนาแผ่ไปถึง แม้ในประเทศไทยเราเองนั้น ปัจจุบันนี้ ก็มีคนหันมาสนใจด้านกรรมฐานกันมากกว่าแต่ก่อน และมีทุกเพศทุกวัย

ส่วนประเทศทางตะวันตกในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกามีประชาชนหนุ่มสาว นักศึกษาหันมากฝึกสมาธิกันมากเป็นพิเศษ และสมาธิที่เขาฝึกกันมากก็คือTRANSCENDENTAL MEDITATION หรือที่เรียกกันโดยย่อว่า TM ซึ่งมหาฤาษีมเหศจากอินเดียได้นำเข้าไปเผยแผ่ไว้ในสหรัฐเมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว ต้องเสียค่าเล่าเรียน ขณะนี้มีศูนย์ฝึก TM อยู่ทั่วโลก ประมาณ 360 แห่ง แม้ประเทศไทยเราก็มีศูนย์ TM เช่นกัน เพราะมีนักศึกษาไทยที่เคยเข้าไปเรียนอยู่ในสหรัฐอเมริกานำเข้ามาเผยแผ่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาได้รับผลดีจากการฝึก TM มาแล้ว สมาธิแบบ TM นี้ ก็คล้ายกับสมาธิในพระพุทธศาสนามาก แต่ก็ไม่เหมือนกันทีเดียว ถ้าเทียบกันแล้ว ก็เป็นสมาธิขั้นต้นในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เขาฝึกกันเป็นประจำทุกวันๆละ 2 เวลา ติดต่อกันเป็นปีๆ เขาจึงทำกันได้ผลมาก สมาธิในพระพุทธศาสนา ถ้าเราได้ฝึกกันอย่างจริงจังและใช้เวลาฝึกต่อกันเป็นปีๆเช่นนี้ ก็ย่อมได้รับผลเช่นกัน และมีผลเหนือกว่าด้วย เพราะเป็นสมาธิที่พระพุทธเจ้าทรงทดสอบได้ผลเป็นอย่างดีมากแล้ว