การฝึกจิตในพระพุทธศานาเรียกว่า จิตตภาวนา-การอบมจิต หรือเรียกอีกย่างหนึ่งว่า กรรมฐาน คือ งานที่ทำใจให้สูงขึ้นให้ประเสริฐขึ้น ไม่ปล่อยให้ใจว่างงาน เพราะถ้าปล่อยให้ใจว่างงานก็จะก่อให้เกิดความยุ่งมากมาย เป็นทาสของกิเลสที่กลุ้มรุมใจ จึงควรฝึกจิตไม่ให้ว่างงาน ด้วยการให้จิตอยู่ในกรรมฐาน
กรรมฐานในพระพุทธศานามี 2 ชนิด คือ
1. สมถกรรมฐาน คือ การทำใจให้สงบจากกิเลสประเภทนิวรณ์ที่กลุ้มรุมใจได้แก่ การทำสมาธินั่นเอง
2. วิปัสสนากรรมฐาน คือ การฝึกจิตให้รู้แจงเห็นจริงจนทำลายกิเลสได้ และวิปัสสนากรรมฐานนี้มีเฉพาะในพระพุทธศานาเท่านั้น
อานาปานัสสติสมาธิ
ในที่นี้ จะแสดงวิธีฝึกจิตประเภทแรก คือ การทำสมาธิโดยใช้หลักสมถกรรมฐาน วิธีทำสมาธิในพระพุทธศานามีถึง40วิธี ทั้งนี้ก็เพื่อให้เหมาะกับอุปนิสัยของแต่ละคน เหมือนยาที่มีหลายขนานก็เพื่อให้เหมาะกับโรคของคนไข้แต่ละคนฉะนั้น แต่ในที่นี้จะได้อธิบายถึงการฝึกจิต โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออก ที่เรียกกันว่า อานาปานัสสติภาวนา หรือ อานาปานัสสติสมาธิ อันเป็นวิธีฝึกจิตอย่างหนึ่ง ในจำนวนหลักการฝึกสมาธิ40 วิธี ในพระพุทธศานา เพราะการฝึกจิตด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษาและคนทั่วไปมาก ทั้งเป็นกรรมฐานที่ทำด้วยกันทุกคน และทำไม่ยากด้วย เพราะทุกคนมีลมหายใจอยู่แล้ว และในประเทศไทย เราก็นิยมฝึกจิตด้วยอานาปานัสสติมากที่สุด
วิธีฝึก
ในที่นี้จะนำวิธีฝึกอานาปานัสสติ มากล่าวไว้แต่โดยย่อเพื่อนเป็นแนวทางสำหรับท่านผู้สนใจจะได้นำไปใช้ได้โดยสะดวก
ขั้นเตรียมก่อนการลงมือปฏฺบัติ
ผู้ฝึกจิตตามหลักพระพุทธศานา ในเบื้องต้นจะต้องทำสิ่งดังต่อไปนี้
1. สมาทานศีล การสมาทานศีลนี้ อย่างน้อยให้สมาทานศีล5 โดยการขอรับศีลจากภิกษุสามเณรก็ได้ หรือตั้งวิรัติ คือ งดเว้นเอาด้วยตนเองก็ได้ ถ้าหากข้อใดขาดก็อธิษฐานงดเว้นเองเองใหม่ ก็เป็นผู้มีศีลขึ้นตามเดิม เพราะศีลนี้เป็นรากฐานสำคัญมากในการทำสมาธิ
2. ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย คือให้ประณมมือขึ้นแล้วตั้งจิตน้อมระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรม และพระสงฆ์ยึดถือเป็นที่พึ่งระลึก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและสร้างความผ่องใสให้แก่ใจ
3. แผ่เมตตา คือ แผ่ความปรารถนาดีไปยังมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงปราศาจากทุกข์และเป็นสุขโดยทั่วกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ปลอดภัยจากศัตรู และจากการพยาบาทจองเวร
4. ตัดกังวล คือ เมื่อเริ่มจะทำสมาธินั้น ให้ตัดความกังวลต่างๆออกเสีย เช่นกังวลเรื่องงาน การเรียน ญาติ พี่น้อง และอื่นๆ ให้ออกไปจากใจเสียชั่วคราวในเวลาที่เราทำสมาธิ ไม่คิดถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมาแล้ว ไม่คิดถึงเรื่องอนาคตที่ยังไม่มาถึง แต่ให้คิดถึงปัจจุบัน คือ อารมณ์ของกรรมฐานเท่านั้น ซึ่งในที่นี้ คือ ลมหายใจเข้า –ออก จะกำหนดนั่งสักกี่นาที เช่น 10นาที 15 นาที หรือ 30นาที ก็ขอให้ตัดความกังวลต่างๆออก ไปตมกหนดเวลานั้น โดยตั้งจิตอธิษฐานว่าจะคิดถึงแต่อารมณ์ในปัจจุบัน คือ ลมหายใจเข้า-ออก เท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ใจลอย ไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในขณะทำสมาธิ
5. กำหนดเวลาในการฝึก เวลาในการฝึกสมาธิที่ดีที่สุดก็คือเวลาก่อนนอน หลังจากไหว้พระสวดมนต์แล้ว หรือเวลาตื่นนอน โดยใช้เวงลาในการทำสมาธิแต่ละครั้ง 20-30 นาที ถ้าทำได้วันละ2ครั้ง ก็จะดีมาก แต่ถ้าทำในห้องเรียนหรือในห้องฝึกสมาธิ สหรับนักเรียนแล้ว ควรใช้เวลาอย่างน้อย 10- 15 นาที ในการฝึกแต่ละครั้ง
ขั้นลงมือฝึก
ก. การนั่ง
การนั่งทำสมาธินั้น จะนั่งบนพื้นหรือบนเก้าอี้ก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกกับสถานที่นั้นๆหรือความถนัดของแต่ละคน แต่สำหรับนักเรียนที่ฝึกในห้องเรียนก็ควรนั่งเก้าอี้ เพราะห้องเรียนอำนวยและการนั่งเก้าอี้ก็สะดวกกว่าการนั่งกับพื้นสำหรับผู้ฝึกใหม่ แต่อย่าพิงพนักเก้าอี้เพราะจะง่วงได้ง่าย
ถ้านั่งกับพื้น ผู้ชายนั่งขัดสมาธิ ผู้หญิงนั่งพับเพียบก็ได้หรือจะนั่งขัดสมาธิก็ได้ตามแต่ถนัด โดยให้นั่งเหมือนพระพุทธรูปปางสมาธิ คือ นั่งเอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย นั่งตัวตรง เพื่อให้ลมหายใจเดินสะดวก กำหนดสติไว้ให้มั่นคง เพราะสติจำเป็นอย่างที่สุดในการทำสมาธิ ควบคุมใจไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในภายนอก พร้อมกับมีคำบริกรรมกำกับเพื่อให้ใจมีเครื่องยึด อภาวนาว่า พุท เมื่อหายใจเขา และภาวนาว่าโธ เมื่อหายใจออก
การนั่ง ควรนั่งหลับตา เมื่อกันไม่ให้จิตฟุ้งซ่านออกไปทางตา แต่ถ้าผู้ใดนั่งหลับตา มักจะง่วง ก็จะให้นั่งลืมตามองเฉพาะที่ปลายจมูกของตน จนไม่เห็นสิ่งอื่น จะเห็นหรือไม่เห็นอะไรก็ตาม ขอให้จ้องมองเท่านั้น พอชินเข้าจะได้ผลดีกว่าหลับตา ทำไปเรื่อยๆจนตาหลับไปเอง
ข. กำหนดลมหายใจ
การกำหนดลมหายใจนั้น ให้ทำตามลำดับขั้น ดังนี้
1. ขั้นวิ่งตามลม คือ เมื่อเริ่มกำหนดลมหายใจ ก็สูดลมหายใจเข้าให้แรงจนเต็มปอดประมาณ 3 ครั้ง เพื่อจะกำหนดการเข้า-ออกได้สะดวก ต่อจากนั้นก็ปล่อยลมหายใจเข้า-ออกตามสบาย อย่าบังคับลมหายใจ ปล่อยให้เข้าออกตามธรรมาชาติ ทำใจให้สบาย เข้าก็หู้ว่าเข้า ออกก็ให้รู้ว่าออก ยาวก็ให้รู้ยว สั้นก็ให้รู้ว่าสั้น ดึงไปดึงมาเหมือนคนเลื่อยไม้ อย่าเกร็งตัว หายใจเข้าพร้อมกับภาวนาว่า “พุท” หายใจออกพร้อมกับภาวนาว่า “โธ” โดยส่งใจกำหนดวิ่งตามลมไปยังจุดกำหนดทั้ง 3จุด คือ ปลายจมูก 1 ท่ามกลางอก 1 ที่ท้อง 1
ปลายจมูก เป็นต้นลมของลมหายใจเข้า กลางอกเป็นท่ามกลาง ท้องเป็นที่สุดของลม และเมื่อลมออก ท้องเป็นต้นของลมหายใจออก กลางอกเป็นท่ามกลาง ปลายจมูกเป็นที่สุดของลมหายใจออก หรือจะกำหนดเพียง2จุดก็ได้ คือปลายจมูกกับที่ท้อง และติดตามลมไปจนสุดปลายทั้ง 2คอยระวังใจ (สติ) ให้จับอยู่ที่ลมหายใจเท่านั้น ให้เหมือนคนไกวเปลเฝ้าดูเด็ก ต้องคอยจ้องตาเปลที่แกว่งไปสุดข้างทั้ง2แต่ละข้าง เพื่อนคอยดูไม่ให้เด็กดิ้นหลุดตกลงมาจากเปล และเพื่อให้หลับในที่สุด ผู้ฝึกจิตก็เช่นเดียวกัน ต้องคอยควบคุมจิตใจไม่ให้ดิ้นไปข้างนอก และคอยควบคุมให้มันสงบลงในที่สุดด้วย โดยใช้เปลคือลมหายใจเป็นเครื่องกล่อม
เมื่อสามารถตามลมได้ตลอดเวลา จนจิตไม่ฟุ้งซ่านไปภายนอกแล้วก็ให้เปลี่ยนมากำหนดจิตไว้เฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง ในจุดทั้ง3 คือ ที่ปลายจมูก ท่ามกลางอก และที่ท้อง ตมที่จะกำหนดได้ถนัด ไม่ต้องวิ่งตามลมเหมือนขั้นแรก แต่ที่นิยมกันส่วนมาก ให้กำหนดอยู่เฉพาะที่ปลายจมูก อันเป็นทางเข้า-ออกของลม ซึ่งง่ายกว่าการกำหนดที่จุดอื่น คือคอยจับอยู่เฉพาะที่ปลายจมูกเท่านั้น เหมือนกับนายโคบาล (คนเลี้ยงวัว) ที่ฉลาด เมื่อปล่อยวัวออกจากคอกแต่เช้าแล้ว ก็ไม่ต้องตามหลังมันอยู่ตลอดเวลา แต่ไปนั่งรออยูที่ท่าน้ำหรือแหล่งน้ำที่วัวจะต้องลงไปกินในเวลาเย็นทุกวัน แล้วก็จับต้อนเข้าคอกได้สะดวก ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเยเวลาที่ต้องคอยตามหลังวัวอยู่ตลอดเวลา ผู้ฝึกจิตก็เช่นเดียวกัน กำหนดอยู่ที่ปลายจมูกไม่ไปไหน คอยจับอยู่ที่จมูกเพียงแห่งเดียว เพราะเมื่อลมหายใจเข้าแล้วก็ต้องออกทางนี้แน่นอน ทำอยู่อย่างงี้เรื่อยไป หรือผู้ใดเห็นว่าในขั้นตามลมนั้นชำนาญแล้วก็ข้ามมาขั้นสองนี้เลย
เมื่อจิตกำหนดอยู่เฉพาะปลายจมูก ไม่ฟุ้งซ่านไปข้างนอกแล้ว ชื่อว่าสำเร็จในขั้นที่สอง ขั้นวิ่งตามลมในขั้นที่หนึ่งนั้นลมหายใจยังหยาบอยู่ แต่ในขั้นที่สองนี้ ลมหายใจจะละเอียดมาก จนบางครั้งไม่รู้ว่ามีลมกระทบส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเลย เหมือนกับไม่มีลมหายใจ อันแสดงว่าจิตเริ่มสงบมากแล้ว แต่ต้องพยายามกำหนดในขณะหายใจเข้า-ออกให้ได้ตลอดเวลา ก็จะเพิ่มความสงบสุขและพลังให้แก่จิตได้มากทีเดียว
ถ้าทำได้ถึงขั้นนี้ก็นับได้ว่าสมาธิดีพอสมควร ส่วนขั้นสูงไปกว่านี้ ผู้สนใจจะศึกษาได้จากอาจารย์กรรมฐานหรือหนังสือกรรมฐานทั่วไป
No comments:
Post a Comment