Wednesday, February 29, 2012

พรหมวิหารภาวนา

พรหมวิหารภาวนา (การเจริญพรหมวิหาร)

การเจริญพรหมวิหาร คือ การแผ่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้

1. เมตตาภาวนา-การเจริญเมตตา เพื่อกำจัดความโกรธ และความพยาบาท โดยแผ่ไมตรีจิตไปยังสัตว์ทั้งหลายว่า

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ
จงเป็นผู้ไม่มีเวรแก่กันและกันเถิด

อัพยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

อะนีฆา โหนตุ
จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กาย ทุกข์ใจเถิด

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงเป็นผู้มีสุข พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

2. กรุณาภาวนา –การเจริญกรุณา เพื่อกำจัดวิหิงสา ความเบียดเบียน โดยมีความสงสาร ปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายที่มีความทุกข์เดือดร้อนได้พ้นจาดความทุกข์เดือดร้อนว่า

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น

สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ
จงพ้นจากทุกข์เถิด

3. มุทิตาภาวนา-การเจริญมุทิตา เพื่อกำจัดความริษยา โดยทำจิตให้พลอยยินดีต่อความสุขความเจริญของสัตว์ทั้งหลายว่า

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น

มา ลัทธะสัมปัตติโต วิมุจจันตุ
จงอย่าไปปราศจากสมบัติอันตนได้แล้วเถิด

4. อุเบกขาภาวนา –การเจริญอุเบกขา เพื่อกำจัดความยินดี ยินร้าย และความเศร้าโศกเสียใจในเมื่อเห็นคนอื่น สัตว์อื่น ประสบทุกข์เพราะกรรมของตน อันเราไม่อาจช่วยได้ โดยพิจารณาความที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนว่า

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้น

กัมมัสสะกา
เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน

กัมมะทายาทา
เป็นผู้รับผลของกรรม

กัมมะโยนิ
เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด

กัมมะพันธุ
เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

กัมมะปะฏิสะระณา
เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

ยัง กัมมัง กะริสสันติ
กระทำกรรมอันใดไว้

กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา
ดีหรือชั่ว

ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ
จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น


ปัญจอภิณหปัจจเวกขณะ

(ธรรมที่ควรพิจารณาเนืองๆ ๕ อย่าง)

๑. ชราธมฺโมมฺหิ มีความแก่เป็นธรรมดา

ชรํ อนตีโต ล่วงความแก่ไปไม่ได้

๒. พฺยาธิธมฺโมมฺหิ มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา

พฺยาธึ อนตีโต ล่วงความเจ็บไข้ไปไม่ได้

๓. มรณธมฺโมมุหิ เรามีความตายเป็นธรรมดา

มรณํ อนตีโต ล่วงความตายไปไม่ได้


๔. สพฺเพหิ เม ปิเยหิ เราละเว้นเป็นต่างๆ คือว่า

มนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว
พลัดพรากจากของรักของเจริญใจ

๕. กมฺมสฺสโกมุหิ เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน

กมฺมทายาโท เป็นผู้รับผลของกรรม


กมฺมโยนิ เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด


กมฺมพนฺธู เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

กมฺมปฏิสรโณ เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย


ยํ กมฺมํ กริสฺสามิ จักทำกรรมอันใดไว้


กฺลยาณํ วา ปาปกํ วา ดีหรือ ชั่ว

ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสามิ
จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น


เอวํ อมฺเหหิ อภิณฺหํ ปัจฺจเวกฺขิตพฺพํ
เราทั้งหลาย พึงพิจารณา เนืองๆ


ธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ ควรพิจารณาเนืองๆ ทุกวัน เพื่อให้ใจเกิดความคุ้นเคย จะเป็นเหตุให้รีบเร่งทำความดี ไม่มัวเมาประมาทในวัย ไม่มัวเมาประมาทในความไม่มีโรค ไม่มัวเมาประมาทในชีวิต ไม่เศร้าโศกเสียใจในเมื่อตนเองต้องพลัดพรากจากบุคคลและสิ่งของที่รักที่ชอบใจ และเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในกฏแห่งกรรม

กายคตาสติโดยย่อ

(การพิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นของไม่งาม)

การสวดบทนี้เพื่อกำจัดราคะ โดยสวด ดังนี้


อยเมว กาโย
กายอันนี้นั่นแล

อุทฺธํ ปาทตลา
เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา

อโธ เกสมตฺถกา
เบื้องต่ำแต่กระหม่อมลงไป

ตจปริยนฺโต
มีหนังหุ้มโดยรอบ

ปูโร นานปฺปการสฺส อสุจิโน
เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการ

เชคุจฺโฉ ปฏิกูโล
เป็นของน่าเกลียดปฏิกูลไม่งามทั้งสิ้น



มรณัสสติ

(การระลึกถึงความตาย)

การสวดหรือการพิจารณาไปตมบทนี้ ก็เพื่อให้เกิดความสลดใจ ไม่สะดุ้งกลัวต่อความตาย และให้รีบเร่งทำความดี โดยสวด ดังนี้

อทฺธุวํ ชีวิตํ
ความเป็นมันไม่ยั่งยืน

ธุวํ มรณํ
ความตายมันยั่งยืน

อวสฺสํ มยา มริตพฺพํ
เราจะต้องตายเป็นแท้

มรณปริโยสานํ เม ชีวิตํ
ความเป็นของเรามีความตายเป็นที่สุด

ชีวิตํ เม อนิยตํ
ความเป็นของเรามันไม่เที่ยง

มรณํ เม นิยตํ.
ความตายของเรามันเที่ยงแท้

บทสวดมนต์ตั้งแต่บทแรกจนถึงบทมรณัสสตินี้ มุ่งทำใจให้สงบ เพื่อกำจัดนิวรณ์ ๕ เป็นสำคัญ เป็นบทสวดที่ส่งเสริมเกื้อกูลการทำสมาธิ อันเป็นลักษณะของสมถะภาวนา หรือสมถกรรมฐาน


ติลักขณภาวนา
(การอบรมจิตด้วยการเจริญพระไตรลักษณ์)

บทนี้เป็นบทที่มุ่งเจริญวิปัสสนาภาวนา หรือวิปัสสนากรรมฐานโดยเฉพาะ โดยมุ่งทำจิตให้เกิดปัญญา รู้เท่าทันต่อความเป็นจริงของสังขารทั้งปวง ว่าตกอยู่ในอำนาจของพระไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน โดยสวดพร้อมกับการพิจารณาความหมายไปด้วย ดังนี้

อนิจฺจา สงฺขารา สังขารทั้งหลายมันไม่เที่ยง ตํ กุเตตฺถลพฺภา เพราะเหตุนั้น ความเที่ยงในสังขารทั้งหลายเหล่านี้ จักพึงได้แต่ไหนเล่า

เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย..รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ..ขันธ์ ๕ มันทำลายไปต่างหาก มันไม่เที่ยง ..มันเป็นทุกข์ ..ไม่ใช่ของเรา ..ไม่ใช่เรา ..ไม่ใช่ตัวตน ..ขันธ์ ๕ ต่างหาก ..ช่างมันเถิด

เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ..จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ ..อายตนะ ๖ มันเกิดขึ้น อายตนะ ๖ มันดับไปต่างหาก ..มันไม่เที่ยง ..มันเป็นทุกข์ ..ไม่ใช่ของเรา ..ไม่ใช่เรา ..ไม่ใช่ตัวใช่ตน ..อายตนะ ๖ ต่างหาก ..ช่างมันเถิด

เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ..ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ..ธาตุ ๖ มันเกิดขึ้น ธาตุ ๖ มันแตกไปต่างหาก ..มันไม่เที่ยง ..มันเป็นทุกข์ ..ไม่ใช่ของเรา ..ไม่ใช่เรา ..ไม่ใช่ตัวใช่ตน ..ธาตุ ๖ ต่างหาก ..ช่างมันเถิด

เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ..นามรูปมันเกิดขึ้น นามรูปแตกไปต่างหาก ..มันไม่เที่ยง ..มันเป็นทุกข์ ..ไม่ ใช่ของเรา ..ไม่ใช่เรา ..ไม่ใช่ตัวใช่ตน ..นามรูปต่างหาก ..ช่างมันเถิด.


อาตุรกายภาวนา
( การฝึกอบรมจิตในเมื่อร่างกายป่วยหนัก)


อาตุรกายสฺส เม สโต
เมื่อเรามีกายอาดูรกระวนกระวาย อยู่ด้วยทุกขเวทนา

จิตฺตํ อนาตุรํ ภวิสฺสติ
จิตของเราจักไม่อาดูรกระวนกระวายไปตามกาย

ภิทุรายํ กาโย กายนี้มันจักแตก
วิราคธมฺมํ วิญฺญาณํ
วิญญาณนี้มันจักดับ เป็นของไม่เที่ยงไม่ใช่ของเรา ช่างมัน

บทนี้เป็นบทที่เกี่ยวกับการเจริญวิปัสสนาอีกบทหนึ่ง โดยพิจารณาสังขารให้เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนของเรา ในเมื่อร่างกายต้องประสบกับทุกขเวทนากล้า ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันใจไม่ให้กระวนกระวายไปตามกาย



สัพพปัตติทานคาถา
(คาถาในการให้ส่วนบุญแก่สรรพสัตว์)

บทนี้ใช้เมื่อแผ่ส่วนบุญกุศลให้แก่สรรพสัตว์ หรือบทกรวดน้ำ ใช้เมื่อเสร็จสิ้นการเจริญภาวนาประจำวันแต่ละครั้ง แม้การอุทิศส่วนบุญทั่วไปก็ใช้บทนี้เช่นเดียวกัน โดยกล่าวอุทิศส่วนบุญว่า

ปุญฺญสฺสิทานิ กตสฺส
ยานญฺยานิ กตานิ เม
เตสญฺจ ภาคิโน โหนตฺ
สตฺตานนฺตาปฺปมาณกา
สัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ
จงเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าทำแล้วในกาลบัดนี้
และแห่งบุญทั้งหลายอื่นที่ข้าพเจ้าได้กระทำไว้แล้ว

เย ปิตา คุณเวนฺตา จ
มยฺหํ มาตาปิตาทโย
บุคคลเหล่าใดเป็นที่รักและเป็นผู้มีคุณ
มีมารดาบิดาของข้าพเจ้า เป็นต้นก็ดี

ทิฏฐา เม จาปฺยทิฏฐา วา
อญฺเญ มชฺฌตฺตเวริโน
หรือบุคคลอื่นๆ ทั้งที่เป็นกลางๆ ทั้งที่เป็นศัตรู
ที่ข้าพเจ้าได้พบปะและไม่ได้พบปะก็ดี

สตฺตา ติฏฐนฺติ โลกสฺมึ
เตภุมฺมา จตุโยนิกา
สัตว์ทั้งหลาย ดำรงอยู่ในโลก ซึ่งเกิดอยู่ในภูมิ(๑)ทั้ง ๓
เกิดอยู่ในกำเนิด(๒) ทั้ง ๔

ปญฺเจกจตุโวการา
สํสรนุตา ภวาภเว
สัตว์ทั้งหลายที่มีขันธ์ ๕ มีขันธ์ ๑ (คืออสัญญีพรหม)
และมีขันธ์ ๔ (คืออรูปพรหม) ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่

ญาตํ เย ปตฺติทานมฺเม
สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดรู้ว่าข้าพเจ้าได้ให้ส่วนกุศลแล้ว

อนุโมทนฺตุ เต เสยํ
ขอสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นจงอนุโมทนาเถิด

เย จิมํ นปฺปชานนฺติ
ส่วนสัตว์ทั้งหลายเหล่าใด ยังไม่ทราบถึงการให้ส่วนบุญของข้าพเจ้านี้

เทวา เตสํ นิเวทยํ(ยุยํ)
ขอเทพยดาทั้งหลาย พึงแจ้งให้แก่สัตว์เหล่านั้นทราบแล้วอนุโมทนา

มยา ทินฺนาน ปุญฺญานํ
อนุโมทนเหตุนา
เพราะเหตุ คือ การอนุโมทนา ซึ่งบุญทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้ให้แล้ว

สพฺเพ สตฺตา สทา โหนฺตุ
อเวรา สุขชีวิโน
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร ดำรงชีพอยู่เป็นสุขทุกเมื่อเถิด

เขมปฺปทญฺจ ปปฺโปนฺตุ
และจงได้บรรลุถึงทางอันพ้นภัย
เตสาสา สิชฺฌตํ สุภา
ขอความปราถนาอันดีงามของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น จงสำเร็จเถิด

บทกรวดน้ำ หรือบทอุทิศส่วนกุศลนี้ จะว่าเป็นภาษาบาลีล้วน หรือว่าเฉพาะคำแปลอย่างเดียวก็ได้ หรือจะว่าทั้ง ๒ อย่างก็ได้ และบทกรวดน้ำนี้ จะใช้บทอื่นนอกจากนี้ก็ได้ หรือจะอุทิศเป็นภาษาไทยเพียงสั้นๆ ก็ได้ว่า "ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เมื่อทราบแล้วขอจงได้อนุโมทนาในส่วนกุศลนี้ และจงพ้นจากความทุกข์ ประสบความสุข โดยทั่วกันเถิด"

เพราะฉะนั้น ผู้หวังความก้าวหน้าในการอบรมจิตของตน พึงสวดมนต์บทที่ส่งเสริมเกื้อกูลต่อการเจริญกรรมฐาน ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ พร้อมกับพิจารณาระลึกถึงความหมายไปในขณะสวดด้วย ก็จะได้รับผลแห่งการปฏิบัติภาวนาเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

No comments:

Post a Comment